ว่าด้วย--กำเนิดภาษา
มีคำถามและข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับการกำเนิดภาษา เรื่องนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทั้งนักปราชญ์ฝ่ายปรัชญาและวิทยาศาสตร์ต่างให้ความสนใจ และพยายามค้นคว้าหาคำตอบ
จากเรื่องเล่าและนิทานประจำกลุ่มชน มักกล่าวว่าภาษานั้นเป็นสิ่งที่พระเป็นเจ้าหรือเทพสูงสุดของชนเผ่านั้น ๆ เป็นผู้ประทานให้แก่มนุษย์ เช่น ความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ กล่าวว่าเทพเจ้าทอธเป็นผู้ประทานภาษาและตัวอักษรให้แก่มวลมนุษย์ ส่วนชาวอินเดียเชื่อว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างภาษาขึ้นคือคัมภีร์พระเวท ดังนั้นจึงเรียกคัมภีร์พระเวทว่า ศรุติ แปลว่า อันฟังมาแล้ว บ้างว่าเป็นพระศิวะเป็นผู้ประทานแก่มนุษย์ โดยให้พระคเณศเป็นผู้จดจารภาษานั้น แล้วมอบให้แก่พระมนูนำไปสั่งสอนมนุษย์ ส่วนฝ่ายศาสนาคริสต์ กล่าวว่า พระยะโฮวาเป็นผู้มอบสิทธิ์ในการตั้งชื่อสรรพสิ่งแก่อะดัมส์ ดังนั้นอะดัมส์จึงเป็นผู้ใช้ภาษาเป็นคนแรก
อย่างไรก็ตามภาษาที่มนุษย์พูดกันหากเกิดจากพระเป็นเจ้าหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งเป็นผู้สร้างขึ้นแล้ว ภาษาของกลุ่มชนต่าง ๆ ก็ย่อมต้องเป็นภาษาเดียวกัน หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องมีความคล้ายคลึงกัน แต่ภาษาของมนุษย์กลับมีความแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่และเผ่าพันธุ์ ความสงสัยข้อนี้จึงทำให้เกิดนิทานเกี่ยวกับความแตกต่างของภาษาขึ้น เรื่องหนึ่งที่เป็นที่รู้จักดี นั่นคือ เรื่อง หอคอยบาเบล มีความว่า เมื่อมนุษย์ตั้งตนได้และมีความมั่งคั่งเพียงพอแล้ว ไม่ปรารถนาจะเป็นทาสของพระเจ้าต่อไป จึงท้าทายอำนาจด้วยการสร้างหอคอยเพื่อให้สูงทัดเทียมกับพระเจ้า ทำให้พระเจ้าโกรธและใช้อำนาจสาปมนุษย์ที่ร่วมกันสร้างหอคอยให้พูดกันคนละภาษา ฟังกันไม่รู้เรื่อง นำไปสู่ความขัดแย้ง และทำให้มนุษย์แตกแยกกันในที่สุด หอคอยบาเบลจึงไม่สามารถสร้างต่อไปอีกได้
นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีนิทานของกลุ่มชนชาติไทกล่าวถึงกำเนิดของมนุษย์และได้แทรกเรื่องความแตกต่างทางภาษาไว้ด้วยว่า แต่เดิมบนโลกมนุษย์เป็นพื้นที่ว่างเปล่า ต่อมาแถนฟ้าจึงได้สร้างสรรพสิ่งขึ้นบนโลกมนุษย์ และได้สร้างน้ำเต้ายักษ์ขึ้นมาลูกหนึ่ง เมื่อน้ำเต้าแตกออกก็กลายเป็นคนมากมายทะลักกันออกมา ต่างคนต่างแต่งกายและใช้ภาษาแตกต่างกัน เป็นกลุ่มชนชาวไท ข่า ลัวะ และกลุ่มอื่น ๆ มาอาศัยอยู่ร่วมกัน
นิทานทั้งสองเรื่องนี้ต่างก็กล่าวถึงความแตกต่างของภาษามนุษย์ แต่มีความต่างกันในรายละเอียด คือ เรื่องหอคอยบาเบลเป็นความต่างเพราะคำสาปของพระเจ้าทำให้มนุษย์แตกแยก แต่เรื่องน้ำเต้ายักษ์เป็นความต่างโดยกำเนิดแต่สามารถอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกันได้
ถึงกระนั้นนิทานทุกเรื่องที่ได้กล่าวมาก็เป็นเพียงความเชื่อของแต่ละศาสนา มิอาจนำมาเป็นข้อยุติจริงได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีผู้พยายามอธิบายการเกิดของภาษาไว้มากมาย เช่น กล่าวว่าภาษาเกิดจากวิวัฒนาการของมนุษย์ นั่นคือ เมื่อมนุษย์พัฒนาตนเองขึ้น มีสมองใหญ่ขึ้น และเริ่มอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ขึ้น จึงทำให้คิดระบบภาษาที่จะใช้สื่อสารให้เข้าใจกันภายในกลุ่ม โดยเริ่มแรกอาจเป็นภาษาท่าทาง หรือการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น การผูกปมเชือก ดังชาวคีปูและชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่าต่าง ๆ ปฏิบัติเพื่อสื่อความหมายกันทั้งภายในกลุ่มและนอกกลุ่ม จากนั้นจึงเริ่มพัฒนาเป็นเสียงพูด โดยกำหนดเรียกสิ่งต่าง ๆ ด้วยกลุ่มเสียงที่ต่างกัน แล้วพยายามจดจำและถ่ายทอดกันในกลุ่ม เกิดเป็นภาษาขึ้น วิธีการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากมนุษย์ไม่มีการพัฒนาทางสมอง เพื่อสร้างระบบสัญลักษณ์ทางเสียงที่ซับซ้อน แลเพื่อจดจำระบบนั้น อีกทั้งจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากมนุษย์ไม่มีการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม อันทำให้เกิดความจำเป็นในการใช้ภาษา
นอกจากสมมุติฐานดังกล่าวนี้แล้วยังมีสมมุติฐานอื่นอีก เช่น กล่าวว่า ภาษาของมนุษย์เกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาติ เพราะก่อนนี้มนุษย์อยู่กับธรรมชาติและเรียนรู้ที่จะเลียนแบบสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ เช่น เลียนเสียงนก เสียนเสียงน้ำตก เลียนเสียงลม เป็นต้น จึงปรากฏคำต่าง ๆ ที่เกิดจากการเลียนเสียง เช่น ในภาษาไทยคำว่า จิ้งจก หรือ ตุ๊กแก เป็นคำที่มาจากการเลียนเสียงร้องของสัตว์สองชนิด นอกจากนี้ยังมีสมมุติฐานเกี่ยวกับการเกิดของภาษาอีกประการหนึ่ง คือ สมมุติฐานดิงดอง กล่าวว่า ภาษาเกิดจากการโห่ร้องและเต้นรำของมนุษย์ เมื่อมนุษย์มีดนตรีจึงทำให้เกิดความต้องการแสดงออกทางอารมณ์ในรูปการเต้นและร้อง เกิดเป็นภาษาขึ้นเพื่อสื่อท่าทางและอารมณ์ดังกล่าวของมนุษย์
จากข้อสมมุติฐานทั้งหมดดังกล่าว ต่างก็มีความน่าเชื่อถือและอาจเป็นได้ทั้งสิ้น แต่กระนั้นก็มิอาจระบุได้แน่ชัดว่าสมมุติฐานใดถูกต้องจริง เพราะไม่ปรากฏหลักฐานที่บ่งข้อเท็จจริงของการกำเนิดภาษาได้ ข้อสมมุติฐานทั้งหลายเป็นเพียงการคาดเดาจากหลักฐานที่มีอยู่และความน่าจะเป็นไปได้เท่านั้น ดังนั้นเรื่องการกำเนิดภาษาจึงยังคงเป็นปริศนาของมนุษยชาติต่อไป
edit @ 2007/05/12 02:43:32